13 วิธีดูแลจุดซ่อนเร้น ให้สะอาดและสุขภาพดี !!!

เข้าชม : 413




จุดซ่อนเร้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะหากมีกลิ่นหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่นตกขาวมากกว่าปกติ ก็ส่งผลให้คุณรู้สึกคันและรู้สึกไม่สบายตัว วันนี้ LadyBKK จึงมาแนะนำวิธีดูแลจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธีกันค่ะ



1. ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพช่องคลอง



การทานอาหารบางชนิดนั้นสามารถช่วยให้ช่องคลอดของคุณมีสุขภาพดีได้ค่ะ โดยเฉพาะโยเกิร์ตและน้ำแครนเบอร์รีที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อราในช่องคลอด อีกทั้งยังช่วยควบคุมสมดุลของค่า PH ในช่องคลอดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้หากคุณมีอาการช่องคลอดแห้ง การดื่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นสามารถช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ค่ะ

2. ไม่ควรโรยแป้งฝุ่นบริเวณจุดซ่อนเร้น

สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า การนำแป้งมาโรยบริเวณจุดซ่อนเร้นอาจทำให้แป้งหลงเข้าไปในร่างกาย ผ่านทางช่องคลอดได้ และส่งผลกระทบโดยตรงถึงรังไข่ จากการค้นคว้าพบว่า 43% ของคนที่เป็นมะเร็งรังไข่ มีการทาแป้งอย่างมากที่จุดซ่อนเร้น

3. ไม่สวนล้างช่องคลอด

สถาบันโรคผิวหนังได้พูดถึง การดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นไว้ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคใดๆ ในการสวนล้างช่องคลอด เนื่องจากจุดซ่อนเร้น ได้รับการดูแลตามธรรมชาติจากจุลินทรีย์ หากเราใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค จะทำให้จุลินทรีย์ทั้งมีประโยชน์แ ละไม่มีประโยชน์ตาย



4. ไม่ควรใช้น้ำหอมกับจุดซ่อนเร้น

กระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่จุดซ่อนเร้นว่าเสี่ยงเกิดอาการแพ้ และติดเชื้อตามมา โดยแนะวิธีดูแลสุขอนามัยจุดซ่อนเร้น ที่อยากให้จุดซ่อนเร้นไม่มีกลิ่นอับโดยแค่ล้างทำความสะอาดก็เพียงพอแล้ว



5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์

การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดการเกิดแบคทีเรียก่อโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกในอนาคต ยังมีผลการวิจัยว่า การใช้ถุงยางอนามัยยังช่วยรักษาค่า pH ในช่องคลอดได้อีกด้วย ซึ่งค่า pH ที่เหมาะสมนั้นจะช่วยรักษาการเจริญเติบโตของแบคทีเรียจำพวกแล็กโตบาซิลลัส ซึ่งจะช่วยลดการเติบโตของยีสต์ และลดโอกาสการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ

6. หลังมีเพศสัมพันธ์ควรปัสสาวะ

ศูนย์การแพทย์นวบุตรสตรีและเด็ก กล่าวว่า หลังมีเพศสัมพันธ์ ควรปัสสาวะทุกครั้ง เพื่อลดอัตราการเลี่ยง ต่อการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย



7. เปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 6 ชั่วโมง

จุดซ่อนเร้นของผู้หญิงเรามีความอับชื้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงที่มีประจำเดือน หากเราใส่ผ้าอนามัยเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิด การหมักหมมของเชื้อโรค ดังนั้นสาวๆ ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก ๆ 6 ชั่วโมงครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดอาการคัน บริเวณจุดซ่อนเร้นค่ะ

8. สวมเสื้อผ้าที่แห้ง สบาย และไม่คับเกินไป

แพทย์สูตินรีแพทย์ แนะนำว่าการสวมกางเกงหรือกางเกงชั้นในที่คับเกินไป จะทำให้จุดซ่อนเร้นระบายอากาศได้ไม่ดีพอ จนทำให้เกิดอาการคันจากเชื้อราได้ หากสวมใส่ในช่วงการมีประจำเดือน จะทำให้ประจำเดือนไหลไม่สะดวก เกิดการบีบตัวของมดลูกที่แรงขึ้น ส่งผลให้ประจำเดือนย้อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกได้

9. ซื้อกางเกงในใหม่บ้าง

การใช้กางเกงในจนขาดเป็นรู บ่งบอกได้ว่ากางเกงในตัวนั้นหมดสภาพการใช้การแล้ว ทั้งยังเสี่ยงต่อการเป็นที่เก็บกักเชื้อโรค บางคนตากไม่ดี มีสิทธิ์เป็นเชื้อราที่เป้าได้อีก ลองสังเกตดูว่าถ้าเป้าเริ่มเหลือง ซักเท่าไหร่ก็ไม่สะอาดและมีคราบสกปรก



10. ปล่อยฟรีอยู่บ้านบ้างหรือเวลานอน

อยู่บ้านชิลล์ๆ ลองปล่อยส่วนนั้นให้โปร่งโล่ง ไม่ต้องมีอะไรมาห่อหุ้มหรือปิดกั้น หรือใส่เพียงกางเกงขาสั้น ขาโปร่งสบาย โดยไม่ต้องใช้ชุดชั้นใน ถือเป็นวันสบายๆ Free Day หรือทำช่วงก่อนนอน



11. อย่าลืมทำท่าเคเกิ้ล หรือการขมิบบ่อยๆ

การขมิบส่วนนั้นเป็นประจำทุกวัน วันละ 20-30 ครั้ง เพราะเป็นการช่วยออกกำลังช่วงล่างและเชิงกรานของคุณให้แข็งแรง นี่ยังไม่นับประโยชน์ที่ทำให้คุณเอ็นจอยกับเรื่องบนเตียงได้มากขึ้น มีเซ็กซ์ได้เตลิดเปิดเปิงมากขึ้น กระเพาะปัสสาวะแข็งแรงขึ้นด้วย ลองฝึกท่านี้ตอนที่คุณนั่งทำงานก็ยังได้

12. สังเกตความผิดปกติน้องสาวอยู่เสมอ

ควรรู้จักสังเกตความผิดปกติต่างๆ บริเวณอวัยวะเพศ เช่น คันในช่องคลอด ตกขาวมากจนผิดสังเกต อวัยวะเพศมีกลิ่น ตกขาวมีสีผิดไปจากเดิม หรือเวลาปัสสาวะแล้วรู้สึกเจ็บเหมือนปัสสาวะไม่สุดควรไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

13. หมั่นไปตรวจสุขภาพช่องคลอดที่โรงพยาบาล

การหมั่นตรวจสุขภาพช่องคลอดโดยสูตินรีแพทย์เป็นประจำนั้นสำคัญต่อการรักษาช่องคลอดให้มีสุขภาพดีค่ะ ทั้งนี้ผู้หญิงควรเริ่มตรวจภายในเมื่อมีอายุ 21 ปีขึ้นไปหรือภายในสามปีหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะหากพบความผิดปกติเร็ว โอกาสที่คุณจะรักษาให้หายขาดก็มีมากตามไปด้วยค่ะ

ภาพประกอบจาก : pixabay.com,wikihow.com


บทความแนะนำ




บทความ "ไลฟ์สไตล์"



ผู้ป่วยโรคมะเร็งบุคลิกภาพมะเร็งชอบสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งเสี่ยงเป็นมะเร็งประทับใจความรู้สึกมะเร็งโรคมะเร็งทำไมถึงเป็นมะเร็ง